วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา




รายงานการเลือกตั้งประธานนาธิบดีของสหรัฐอเมริกา




การเผยแพร่ออกมาในวันเลือกตั้ง พบว่า โพลส่วนใหญ่ ทั้ง พิว รีเสิร์ช , แกลลัพ โพล , เอบีซี นิวส์ , วอชิงตัน โพสต์  รวมถึง โพลล์ของซีเอ็นเอ็น พบว่า โอบามา ยังคงมีคะแนนนำรอมนีย์ อยู่ที่ร้อยละ 49 ต่อ 48%   ส่วน เอ็กซิท โพลล์ ปรับตัวเลขล่าสุด ต่างรายงานว่า โอบามา นำ รอมนีย์ อยู่เล็กน้อยที่ 50 ต่อ 47 แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอลุ้นผลการเลือกตั้งหลังลงคะแนนเสร็จสิ้น  ขณะที่สองผู้ชิงชัยตำแหน่งผู้นำสหรัฐก็เตรียมรอลุ้นผลการนับคะแนนกันแล้วทั้งนี้ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้เดินทางกลับไปยัง ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด เพื่อเตรียมรอลุ้นผลการนับคะแนน หลังจากที่เขาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไป ตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมาขณะที่นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ได้ควงคู่ แอนน์ ภรรยา ออกมาใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้งในมลรัฐแมสซาซูเซตส์แล้วในวันอังคาร ที่หน่วยเลือกตั้งบีช สตรีท  เมืองเบลมอนท์ มลรัฐแมสซาซูเซตส์การนับคะแนน ตลอดจนการติดตามทำนายผลของเครือข่ายโทรทัศน์ทรงอิทธิพลต่างๆ จะกระทำทันทีภายหลังการปิดหีบลงคะแนนในแต่ละมลรัฐ และคาดกันว่าชาวอเมริกันจะออกมาใช้สิทธิประมาณ 120 ล้านคน



                        



                        แต่รายงานข่าวส่วนใหญ่จะคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 6 พ.ย. (วันพรุ่งนี้) ซึ่งคนไทยคงจะพอทราบผลชัดเจนตอนค่ำหรือดึกของวันที่ 7 พ.ย. แต่ก็มีข้อสรุปที่แตกต่างกัน เช่นโพลล์ของ Gallup คาดการณ์ว่ารอมนีย์จะชนะการเลือกตั้ง
 แต่ Intrade ซึ่งรับทายผลการเลือกตั้งให้แต้มต่อโอบามาสูงถึง 69.1% (ตารางประกอบ)
ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือมีความเป็นไปได้สูงว่า แม้ประธานาธิบดีโอบามาจะได้รับเลือกตั้งมาดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง แต่รัฐบาลสหรัฐก็จะยังมีความแบ่งแยกทางการเมืองอยู่ดี เพราะ Intrade คาดการณ์สูงถึง 94.7% ว่าพรรครีพับลิกันจะยังคุมเสียงข้างมากในสภาล่าง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าประธานาธิบดีโอบามาจะเผชิญกับอุปสรรคในการผลักดันนโยบายต่างๆ ทำให้มีผลงานน้อยเช่นที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสส.พรรครีพับลิกันสามารถคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จและเดโมแครตเองก็มีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเพียง 2 เสียง
อย่างไรก็ดี ข้อสรุปหลักคือความเชื่อของเสียงส่วนใหญ่ว่า ประธานาธิบดีโอบามาจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งแม้แต่โพลล์ของ Gallup เองที่ถามประชาชน (ทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนโอบามา) ก็ยังแสดงผลว่าประชาชนส่วนใหญ่คือ 54% เชื่อว่าโอบามาจะชนะการเลือกตั้ง (โดย Gallup ทำโพลล์ทางโทรศัพท์ถามประชาชนทั้งสิ้น 1,063 ราย ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม) ซึ่ง Gallup ชี้ว่าในอดีตความเห็นของประชาชนมีความแม่นยำ กล่าวคือคาดการณ์ผลการเลือกตั้งถูกต้องติดต่อกันมา 4 ครั้งคือปี 1996 2000 2004 และ 2008 ซึ่งจากการพิจารณาจากข้อมูลดังกล่าวเราก็น่าจะวางใจได้ว่าแม้ผลการเลือกตั้งอาจจะเฉียดฉิว แต่ประธานาธิบดีโอบามาก็น่าจะได้รับชัยชนะดังที่เสียงส่วนใหญ่คาดหมายเอาไว้
แต่ผมจะชอบหามุมมองที่แตกต่าง ซึ่งพบได้จากบทความของนาย Karl Rove ตีพิมพ์ใน Wall Street Journal (31 ต.ค. 2012) ซึ่งนักกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งของอดีตประธานาธิบดีบุชคนนี้ฟันธงว่านายรอมนีย์จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ด้วยคะแนนเสียง 51% ต่อ 48% และจะชนะ Electoral vote อย่างน้อย 279 เสียง (การจะชนะการเลือกตั้งต้องได้ Electoral vote ตั้งแต่ 270 เสียงขึ้นไป) ทั้งนี้นาย Rove อ้างอิงตัวเลขต่างๆ มากมาย







มิตต์ รอมนีย์ VS บารัค โอบามา









1. จากการรวบรวมโพลล์ทั้งหมด 31 โพลล์ ณ วันที่ 30 ต.ค.นายรอมนีย์นำอยู่ใน 19 โพลล์ โอบามานำอยู่ 7 โพลล์ และเสมอกัน 5 โพลล์ โดยโอบามาแม้จะมีคะแนนนำใน 7 โพลล์ แต่ได้คะแนนต่ำกว่า 50% ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือโอบามาได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 47.2% ซึ่งจากสถิติในอดีตผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะได้คะแนนจริงในวันเลือกตั้งเพิ่มจากโพลล์ประมาณ 1% กล่าวคือ โอบามาน่าจะได้คะแนนเลือกตั้งจริงประมาณ 48%
2. หากอาศัยฐานข้อมูลของ Gallup ในเดือนตุลาคมจะพบว่าจากจำนวนผู้ที่มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะมีผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน 36% ผู้สนับสนุนเดโมแครต 35% ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2008 มากที่มีสัดส่วนเดโมแครตสูงถึง 39% และรีพับลิกันเพียง 29% (ในปี 2004 ซึ่งประธานาธิบดีบุชชนะการเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว มีสัดส่วนรีพับลิกัน 39% และเดโมแครต 37%) นาย Rove สรุปว่าในปีนี้หากสัดส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในวันเลือกตั้ง โอบามาจะแพ้เพราะผู้ลงคะแนนอิสระส่วนใหญ่สนับสนุนรอมนีย์มาโดยตลอด
3.      นักวิเคราะห์หลายคนจะให้ความสำคัญกับมลรัฐโอไฮโอซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าพรรครีพับลิกันจะชนะการเลือกตั้งและได้ตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ได้หากไม่ชนะที่โอไฮโอ ในส่วนมีข้อมูลว่าผู้สนับสนุนเดโมแครตลงเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วหรือขอจะเลือกตั้งล่วงหน้า 530,813คน ซึ่งต่ำกว่าเมื่อปี 2008 ถึง 181,275 คน แต่ในกรณีของรีพับลิกันนั้นผู้ที่ขอเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้น 75,858 คนเป็น 448,357 คน นาย Rove มองว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขดังกล่าวที่สูงถึง 257,133 (181,275+75,858) นั้นใกล้เคียงกับคะแนนนำของโอบามาเมื่อปี 2008 กล่าวคือในมลรัฐโอไฮโอเมื่อปี 2008 โอบามาชนะคะแนนรวมทั้งสิ้น 262,224 ทั้งนี้นาย Rove อ้างว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่สรุปว่าคนที่จะมาลงคะแนนในวันเลือกตั้งจะเลือกรอมนีย์มากกว่าเลือก
โอบามา
4.    พรรคเดโมแครตโต้ว่าครั้งนี้เดโมแครตจะได้ชัยชนะเพราะจะสามารถเกณฑ์เสียงคนหนุ่ม   สาว ซึ่งเป็นคนที่เพิ่งได้สิทธิเลือกตั้งออกมาลงคะแนนเสียงให้โอบามา แต่ฝ่ายรีพับลิกันอ้าง   สถิติว่าคนหนุ่ม-สาวที่เป็นรีพับลิกันและขอลงคะแนนเสียงล่วงหน้านั้นมีมากกว่าคนหนุ่มสาวเดโมแครตที่ลงคะแนนเสียงล่วงหน้า 12,612 คนต่อ 9,501 คน
หากนาย Rove ประเมินถูกต้องผลการเลือกตั้งจะทำให้เซียนปากกาหักหลายคน ส่วนผลกระทบต่อนโยบายของสหรัฐและจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ